วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

SAMSUNG GEAR S เริ่มอย่างเป็นทางการวันแรกในประเทศไทย 7 พ.ย. นี้ 11,900 บาท พร้อมกับ GEAR CIRCLE สนนราคา 2,900 บาทเท่านั้น




ในที่สุดทางซัมซุงก็ประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วของ Samsung Gear S นาฬิกาอัจฉริยะใส่ซิมได้ที่ ใช้ควบคู่กับ Galaxy Note 4 เก๋ๆ เพราะจะบุกเบิกวางจำหน่ายกันในวันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นต้นไปในมูลค่าเปิดที่บังตาต้นที่11,900 บาท กับจักวางจำหน่าย Samsung Gear Circle พร้อมๆ กันที่ค่าบุกเบิกต้น 2,900 บาทด้วย!!

คนไหนที่กำลังตั้งตารอ Gadget ตัวใหม่จาก ทางซัมซุงอยู่ วันที่ 7 นี้เตรียมตัวกันให้พร้อม สองคู่หูดูโอ Samsung Gear S กับ Gear Circle จักบุกตลาดประเทศไทยกันอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง ซึ่งสเปคคร่าวๆ ของทั้งคู่มีดังนี้

Samsung Gear S
– หน้าจอเป็น Curved Super AMOLED 2.0″ 360 x 480
– ชิปเซ็ตคือ Dual-core 1.0 GHz
– RAMที่ 512MB, ROMที่ 4GB
– มี Tizen OS
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 300 mAh
– รองรับการต่อ WiFi, Bluetooth กับ USB 2.0
– มีเซ็นเซอร์ที่ติดมา Accelerometer, Gyroscope, Compass, Heart Rate, Ambient Light, UV และ Barometer
– รองรับระบบ 3Gเคลื่อนความถี่ 850 / 900 / 1900 / 2100 MHz

Samsung Gear Circle
– ชิปเซ็ตคือ CSR 8670 : Support SoundAlive™, NR, EC
– รองรับการต่อ Bluetooth 3.0 / HSP / HFP / A2DP / AVRCP
– มีมอเตอร์มีระบบสั่น
– ตัวเครื่องเคเล่าลือบเป็น p2i nano-coating กันเปียกกันชื้น
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 180 mAh
– ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทาง microUSB
– มีเซ็นเซอร์ที่ติดมา Magnetic Sensor (Smart Magnetic Clasp Control), Touch sensor (Volume Control)

ใครรออยู่ศูกร์นี้เตรียมตัวจ่ายกันได้เลยๆ

ติดตามข่าวมือถือซัมซุง โทรศัพท์มือถือ โน๊ต 4 กาแลกซี่โน๊ต ไม่ใช่หรืออื่นๆ ได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/computer/samsung


วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Apple ข้อมูลในปี 2015 นักพัฒนาจงทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตเท่านั้น

border=0

อีกไม่นานจากนั้นนี้ แอพทุกแอพจะต้องเป็นได้รองรับการแสดงผล 64 บิตได้ทั้งหมด ทาง Apple ประกาศให้ริเริ่มขึ้นภายในปีหน้า เพื่อให้เทคโนโลยี 64 บิทเข้าสู่รูปแบบการตลาดอย่างเต็มตัว
กระแส 64 บิต กำลังร้อนระอุขึ้น หลังจากทางฝั่ง Android ได้มีการตั้งต้นเริ่มมือถือที่รองรับการแสดงผล 64 บิตบ้าง ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการมาของ lollipop อีก และแน่นอนว่าทางฝั่ง Apple ที่เป็นเจ้าแรกที่ริบุกเบิกเทคโนโลยี้นี้จึงไม่นิ่งเฉย ออกมาประกาศให้นักพัฒนาแอพฯใน iOS จักต้องทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตต้องได้ทุกตัว พร้อมกับจักต้องใช้ iOS 8 SDK ที่ใช้โปรแกรม Xcode 6 ขึ้นไป ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดเป็นประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยี 64 บิต ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนคำสั่งดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อบรรดาพวกแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บน App Store เดิม เพราะว่า Apple ไม่มีแผนถอดแอพที่เป็น 32 บิทเดิมออกไป แต่จากนั้นนักพัฒนาต้องทำตามกฏที่ว่า พร้อมด้วย ถ้าแอพฯใดไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็จักถูก Remove ออกทันที

ด้วยใครที่ยังใช้ iPhone 5s ลงไปที่ไม่รองรับ การแสดงผล 64 บิต อาจได้รับผลกระทบแน่นอน แต่กว่าจะเป็น 64 บิตทุกแอพฯ นั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนาน


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>  http://thaizones-hitech.blogspot.com/ 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำความรู้จัก System Restore การแก้ปัญหาคอมฯกล้วยๆๆ เมื่อมีปัญหา

   ตราบใดอาทิตย์ก่อนเรามีข่าวแจ้งเตือน 6 โปรแกรมอันตราย ที่ทางญี่ปุ่นออกเตือนประชาชนไม่ใช่ติดตั้งกันไปแล้ว วันนี้เรามีวิธีง่ายๆที่จักแก้ไขปัญหา เท่าที่โดนโปรแกรมอันตรายเหล่านั้นเล่นงาน หรือจะใช้จนถึงมีปัญหา จากไวรัสพร้อมทั้งมัลแวร์อื่นๆ ก็ได้เช่นกัน
   อันตรายจากโปรแกรมพรรณยัดเยียดทั้งหลายนั้น นอกจากจะทำตัวเป็นมัลแวร์ เกาะติดหนึบในเครื่องคอมพิวเตอร์ ลบออกยากไม่ยอมตายแล้ว บางชนิดยังมีอันตรายต่อความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัวของเราอีกด้วย
   ก็เพราะว่าโปรแกรมบางตัวจักเป็นสปายแวร์ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ และขโมยข้อมูลการใช้งานของคอมพิวเตอร์เรา ไม่ว่าจักเป็นการพิมพ์ข้อความ ไอดี พาสเวิร์ด สำคัญต่างๆ ด้วยกันโปรแกรมบางตัวก็ยังทำการแก้ไข ดัดแปลงรีจิสเตอร์ของวินโดวส์เรา จนทำให้เครื่องพังได้อีกด้วย สุดท้ายก็ต้องลบด้วยกันลงวินโดวส์ใหม่
   การลงวินโดวส์ใหม่แต่ละทีก็ไม่ใช่งานง่ายๆ เพราะแค่ติดตั้งวินโดวส์ใหม่ก็เสียเวลาแล้ว แต่ที่เสียเวลามากกว่าก็คือการแบ็คอัพข้อใลกับโปรแกรมที่เราใช้งานเก่าๆ เอาไว้ก่อน
   ด้วยเหตุว่าลงวินโดวส์ใหม่ ไฟล์ต่างๆด้วยกันโปรแกรมที่ลงไว้ก็จักหายหมด จึงต้องทำการแบคอัพไว้ที่ไดร์ฟเก็บข้อมูลสำรองก่อนที่จะฟอร์แมทวินโดวส์ทิ้ง ทำให้เสียเวลามาก System Restore จึงเป็นอีกทางเเอิกเกริกกในการแก้ปัญหาเพราะที่ไม่ต้องลงวินโดวส์ใหม่
การใช้งาน System Restore (ทั้ง Windows 7 พร้อมด้วย 8)
   1 ไปที่เมนู Control Panel แล้วดับเบิ้ลคลิก System ตามด้วย System Protection
   2 จะมีป็อปอัพหน้าต่าง System properties ขึ้นมา ให้ไปที่ tab ชื่อ system protection แล้วคลิกที่ system restore
   3 กด Next แล้วจะมี Restore Point ขึ้นมาให้เราเเลื่องลือกว่า เราจะทำการย้อนเวลาระบบวินโดวส์ไปยัง Restore Point ของวันที่เท่าไหร่
ซึ่งวินโดวส์จะมีการทำ Auto Restore Point ไว้บางส่วนแล้ว เท่าที่ตอนที่วินโดวส์มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นวินโดวส์อัพเดต หรือไม่ตอนที่เราติดตั้งโปรแกรมอะไรใหม่ๆในเครื่อง
   4 ครั้นเราเเอิกเกริกกวันที่จักย้อนเวลา Restore ระบบได้แล้วก็กด Next กับ Finish เพื่อยืนยันการฟื้นคืนระบบ (แนะนำว่าก่อน Restore ให้รีเซตพาสเวิร์ดเครื่องก่อน ต่างว่าคุณเพิ่งเปลี่ยนพาสเวิร์ดไป)
   เท่านี้เราก็ศักยย้อนเวลาระบบไปยังวันก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีปัญหาได้แล้ว แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียตรงที่ มันไม่อาจเเล่าลือกย้อนไปวันพร้อมกับเวลาที่ต้องการได้ เพราะว่าระบบอัตโนมัติของวินโดวส์ จะบันทึก Restore Point ไว้บางส่วนเท่านั้น
   พร้อมด้วยที่สำคัญคือคุณจักต้องรู้ตัวเพราะว่าเร็วว่าเครื่องคอมพิวเตอร์คุณโดนโจมตีแล้ว จะได้ Restore ไปได้ทัน เพราะสมมติว่ารู้ตัวช้า อาจจักไม่ทันการแล้ว เพราะไม่มี Restore Point ช่วงเวลาก่อนหน้าที่โดนโจมตีแล้ว
   เพราะด้วยคนที่คอมพิวเตอร์ยังไม่โดนโจมตี เราเป็นได้เลือกสร้าง Restore Point ได้เอง โดยคำสั่ง Create มันจะสร้าง Restore Point ในวันนั้นให้ (ใส่ชื่อของ Restore Point ได้เองตามชอบ)
   หรือไม่ถ้าต้องการให้วินโดวส์เก่งบันทึก Restore Point ได้มากขึ้น ก็ไปปรับใน Configure เพื่อเพิ่ม Disk Space Usage เกี่ยวกับสร้าง Restore Point เพิ่มขึ้นจาก จากปกติวินโดวส์จะใช้พื้น 10% ของฮาร์ดดิสค์ในการแบคอัพ Restore Point ถ้าเราเพิ่มขนาดพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ มันก็จักสร้าง Restore Point ได้มากขึ้น
    เตรียมการป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ ดีกว่ามาเสียใจจนกระทั่งตอนสายนะครับ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการลงวินโดวส์ใหม่
ที่มา: http://thaizones-hitech.blogspot.com/
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระแวดระวัง!! สีกางเกงยีนส์ตกใส่ iPhone 6 (ขัดไม่ออก)

เจออีกหนึ่งปัญหาเท่าที่สีกางเกงยีนส์ตกใส่ iPhone 6 จนเอาไม่ออก ดูเหมือนว่า Apple ยังเจอข่าวฉาวไม่หยุดเกี่ยวกับเครื่อง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ก็เพราะว่าล่าสุดนั้นงานเข้าอีกแล้ว!!
เพราะเว็บไซต์ BGR ได้รายงานว่ามีผู้ใช้งาน iPhone 6 สีทอง รายหนึ่งเกิดประสบปัญหาเกี่ยวกับสีของกางเกงยีนส์ที่ตกใส่เครื่อง iPhone บริเวณแถบสีขาวด้านหลังพร้อมกับที่ร้ายกว่านั้นคือมันเช็ดไม่ออกนั้นเอง
งานนี้ทำเอาแฟนแอปเปิ้ลถึงกับคิดมากเลยทีเดียว แม้เรื่องปัญหาของสีตกใส่นั้นจักไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะว่าสมาร์ทโฟนสีขาวของยี่ห้ออื่นๆ ก็สามรถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่บังเอิญข่าวนี้เกิดจากกรณีของ Apple เลยทำให้กลายเป็นข่าวใหญ่ได้เสมอ
และระยะนี้นั้นทาง Apple เองก็ยังไม่มีการออกยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ยังไง ถ้าหากมาการอัพเดทอะไรเพิ่มเติมทางฝ่ายงาน Sanook! Hitech จักรีบนำมาอัพเดทนะครับ ไม่รู้เหมือนกันกรณีแบบนี้จะอาจจะนำเครื่องไปเคลมได้เหรอไม่

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หวังทราบกันบ้างมั้ย? ในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์มือถือกันกี่ครั้ง?

ช่วงนี้สมิตเพิ่งได้โทรศัพท์เครื่องใหม่มาค่ะ  แน่นอนว่าเป็นปกติธรรมดาที่เวลาได้ของใหม่เราก็มักจะเห่อ  ดังนั้นช่วงนี้เลยเล่นมือถือบ่อยเป็นพิเศษจนเกิดนึกสงสัยเหมือนกันว่าวันๆ นึงเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้งกันน้อ? ..หากใครสงสัยแบบสมิต  วันนี้เรามีแอพ ง่ายๆที่ช่วยนับว่าในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้งมาแนะนำกันค่ะ  เผื่อจะได้รู้ตัวว่าเราติดมือถือขนาดไหน!
แอพดังกล่าวมีชื่อว่า “Checky” คุณสมบัติของแอพก็ไม่มีอะไรมาก  นอกจากสมรรถเช็คได้ว่าในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้ง  ซึ่งเราเชี่ยวชาญตั้งให้แจ้งเตือนอัตโนมัติหลังเที่ยงคืนได้ว่าวันนี้เช็ค โทรศัพท์ไปกี่ครั้ง  สมรรถแชร์สถิติในแต่ละวันทะลุทะลวงโซเชียลเน็ทเวิร์คต่างๆได้  พร้อมกับตัวยังแสดงสถิติการเช็คโทรศัพท์ของเราย้อนหลังไป 7 วัน  (กดตรงแท่งกราฟของวันก่อนๆจะแสดงตัวเลขจำนวนครั้งขึ้นมา)
บางคนอาจจะคิดว่ารู้ไปแล้วจักมีประโยชน์อะไร  แต่พอได้รู้แล้วมันก็ส่งผลให้เราใคร่ได้จะลดการใช้งานโทรศัพท์ลงได้เหมือนกันนะ คะ เพื่อใครที่ติดโทรศัพท์มากๆ  รับรองได้ว่าตัวเลขจะออกมาน่าตกใจไม่น้อยเลย  บางคนที่ติดมากๆๆๆอาจจักเกินร้อยครั้งด้วยซ้ำไป  …ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูกันได้ค่ะ  แอพนี้มีทั้งบน iPhone และ Android จ้า

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Galaxy Note 4 ตั้งต้นวางขาย 18 ต.ค.นี้ ที่ Samsung Brand Shop ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – 15 ตุลาคม 2557 :  Galaxy Note 4 ยังคงเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหญ่ ที่ยังคงสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกล้อมหน้าล้อมหลังไปด้วยข่าวการมาของ iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus ก็ตามก็เพราะว่าล่าสุดนั้นทาง Samosung ประเทศไทยได้ออกมาประกาศกำหนดการวางงงจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ  ที่ Samsung Brand Shop 141 สาขาทั่วประเทศแล้ว(เฉพะสีขาวกับดำ)
โดยในวันที่ 18 ตุลาคมนี้คุณเป็นได้เดินทางไปทดลองเล่น กับสอบถามข้อมูลต่างๆ ของ Galaxy Note 4 ได้ที่ Samsung Brand Shop ได้เลยครับ
หรือว่าอาจจักค้นหาสาขาใกล้บ้านได้ที่ http://www.samsung.com/th/storelocator/ เกี่ยวกับร้านอื่นๆจักบุกเบิกจัดจำหน่ายภายหลังนั้นไม่เกิน 1 อาทิตย์ ถ้าใครสนใจก็ลองเข้าไปสอบถามได้ที่ Samsung Brand Shop ใช่ไหมค้นหาสาขาใกล้บ้านได่ที่ http://www.samsung.com/th/storelocator
เพราะด้วยมูลค่าของ Samsung Galaxy Note 4 คือ 25,900 บาท  เก่งเข้าไปดูสเปค Samsung Galaxy Note 4 อย่างละเอียด ได้ที่นี่
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 พร้อมทั้ง iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร? ไปดูกัน

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร? ไปดูกัน
ถึงแม้ iPhone 6 พร้อมทั้ง iPhone 6 Plus จักมีค่าตัวที่แพงระยับ แต่ชี้แจงได้เลยว่าค่าไฟที่มันกินต่อปีนั้นน้อยมากๆเลยครับ ซึ่งได้มีการเปิดเล่าจาก Opower ที่เค้าได้ลองทดสอบพร้อมทั้งสรุปผลค่าเฉลี่ยออกมาว่า iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus ถ้าใช้งานด้วยกันเสียบชาร์จตามปกติแล้วนั้นต่อปี iPhone 6 จะกินไฟอยู่ที่ 3.8 kWh กับ iPhone 6 Plus จักกินไฟอยู่ที่ 4.2 kWh

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร

ซึ่งจากเรทดังกล่าวจากคำนวนลอดราคาค่าไฟในประเทศไทยที่ kWh หรือไม่หน่วยละ 1.8 บาท iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus จะมีค่าค่าไฟตกปีละ 6.84 บาท พร้อมด้วย 7.56 บาทเท่านั้นเอง นับว่าถูกมากๆเลยละ ซึ่งครั้งเปรียบเทียบกับโน้ตบุ๊คเท่ากับว่า iPhone 6 ประหยัดไฟกว่าถึง 14 เท่า กับประหยัดกว่า 49 เท่าครับผม ที่บ่งได้เลยว่า iPhone 6 ถึงแม้จักแพงแต่ค่าไฟถูกมากๆเลยละ ซึ่งก็น่าจักคล้ายๆกับสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นๆที่น่าจะประหยัดเหมือนๆกันครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com