แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ iphone แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ iphone แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

Samsung Galaxy S6 Edge กับ 5 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ ?

การโหมโรง Samsung  แบบ แพ็คคู่ แม้ดีไซน์พร้อมกับฟีเจอร์โดยรวมแทบไม่ต่างกัน แต่ความน่าสนใจของ Galaxy S6 Edge อยู่ที่หน้าจอแสดงผลที่โค้งเอียงลงทั้งด้านซ้ายและขวา ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงเทคโนโลยีด้านจอภาพของ Samsung เองแล้ว Galaxy S6 Edge ยังมีอีก 5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน ?
1. หน้าจอด้านข้างเสมือนจอที่สอง
Galaxy-S6-edge
หน้าจอที่โค้งเอียงลงมาด้านข้างของ Galaxy S6 Edge ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความเลิศหรู แต่มันเก่งเป็นหน้าจอแสดงผลไม่ใช่หรือแจ้งเตือนได้ พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ใช้รอบรู้กำหนดแอพพลิเคชันที่ใช้บ่อยครั้ง เพื่อการเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
2. แบตเตอรี่กับการทำงานร่วมกับชิปประมวลแบบใหม่ 
แม้ Galaxy S6 Edge จักให้แบตเตอรี่ความจุปาง 2600 mAh ซึ่งน้อยกว่าที่หลายคนคาดหวัง แต่ด้วยชิปประมวลแบบใหม่ที่ Samsung ระบุว่าเป็นการออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม 14 นาโนเมตร จะคอยช่วยจัดสรรการใช้พลังงานได้อย่างประสิทธิภาพ รวมไปถึงเป็นการลดการใช้ พลังงาน ส่งผลดีต่อชั่วโมงการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น
3. แบตเตอรี่ถอดไม่ได้อีกถัดจาก
Galaxy-S6-edge-3
หลายคนที่ใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung อาจคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือไม่การถอดแบตเตอรี่ในกรณีที่เครื่องค้าง เป็นต้น แต่เกี่ยวกับใน Samsung Galaxy S6 Edge ไม่ก็ Galaxy S6 จะไม่สมรรถถอดแบตเตอรี่ได้อีกถัดจากนั้น ดังนั้นสมมุติแบตเตอรี่ใกล้จักหมดทางเระบือกที่ช่วยยืดชั่วโมงการใช้งาน คือการใช้ Ultra Saving Mode หรือไม่ก็การใช้ Power Bank นั่นเอง
4. ตำแหน่งของลำโพง
Galaxy-S6-edge-2
แม้สาวก iPhone จักแอบเหน็บแนมว่าบางส่วนของการออกแบบ Samsung Galaxy S6 Edge เหรอ Galaxy S6 จะมีความคล้ายคลึงกับ iPhone 6 / iPhone 6 Plus อาทิ ตำแหน่งลำโพงที่ถูกยักย้ายมาอยู่ด้านล่างตัวเครื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มาพร้อมกับประสิทธิภาพของเสียงที่ดีขึ้นพร้อมด้วย ความดังที่มากขึ้นเช่นกัน
5. Micro SD ไม่มีอีกแล้ว
ความจุภายในของ Samsung Galaxy S6 Edge ไม่ก็ Galaxy S6 เปิดม่านต้นที่ 32 GB, 64 GB พร้อมทั้ง 128 GB ตามลำดับ ซึ่งสิ่งที่คู่กับตระกูล Galaxy S มาโดยตลอดนั่นคือ micro SD เพราะด้วยการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล แต่ในเจเนอเรชั่นที่ 6 ทาง Samsung ได้ตัดสิ่งนี้ออกไป พร้อมกับยกเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Universal Flash Storage หน่วยความจำใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพราะว่า Samsung ช่วยให้การอ่านหรือว่าเขียนข้อมูลทำได้เร็วพร้อมด้วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Samsung Galaxy S6 Edge เตรียมวางขาย 10 เมษายน ศกนี้
ภาพจาก Wired

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

15 ข้อดี ที่ “ไอโฟน“ ทำได้ แต่.... คุณอาจจะจะอีกทั้งไม่เคยรู้มาก่อน!!


วันนี้มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ได้นำมาฝากสาวกของมือถือค่ายappleอย่าง iphone 15 ข้อ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งบางข้อก็ต้องขอยอมรับเลยว่าไม่เคยได้ลองใช้แท้จริงๆ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง



1. เปลี่ยน Passcode เป็น ตัวอักษร แทนที่จะเป็น ตัวเลข ได้


1. Setting > General > Passcode Lock
2. ปิดการตั้งค่า Simple Passcode
3. แป้นพิมพ์ปรากฏให้เปลี่ยน Passcode ภายหลังนั้นทุกครั้งที่ต้องการที่จะใส่ Passcode ก็จักมีแป้นตัวอักษรโผล่ขึ้นมาแทน
* มีเฉพาะ iPhone 5s เท่านั้น



2. ให้ Siri อ่านอีเมล์ให้ฟังก็ได้นะ

- เอื้อน Siri ด้วยคำสั่งที่ว่า Read my email นางก็จักอ่านร่ายยาวตั้งแต่ ชื่อคนส่ง เวลา พร้อมกับเรื่อง จนถึงตัวอีเมลกันเลยทีเดียว
- แถมยังสั่งให้อ่านอีเมลที่ถูกส่งมาล่าสุด ด้วยคำสั่งว่า read my latest email ใช่ไหมต้องการถามว่ามีอีเมลของนาย A มั้ย? เพราะว่าถามด้วยคำสั่งที่ว่า Do I have email from A?

3. กี่ข้อความที่ส่งมา ดูเวลาได้หมด



- ตั้งแต่ IOS 7 ขึ้นไป / ใน massage เช่นลากข้อความไปทางซ้าย ก็จะเป็นได้รับรู้เวลาที่มีคนส่งข้อความมาของทุกข้อความ

4. มีเครื่องบินกี่ลำบินอยู่เหนือหัวเราบ้าง

- งานนี้ Siri จัดให้ ลองสั่งเธอด้วยคำสั่งที่ว่า What flights are above me หรือไม่ Planes overhead แล้วก็รอการประมวลผล 30 วินาที จักรู้ข้อมูลแบบชัวร์ๆ ได้ทันที

5. เขย่าเครื่องเบาๆ ก็ ลบข้อความ ได้

- พิมพ์ข้อความไปได้ยาวๆ แล้วต้องการที่จะลบ แค่ เขย่า เครื่องเบาๆ ก็จะมีปุ่มขึ้นมาให้เละบือก กดคำว่า Undo ข้อความทั้งหมดก็จักหายไป

แต่... ถ้ากด Undo แล้วเปลี่ยนใจอยากจะได้ข้อความกลับมาก็ เขย่า อีกครั้ง แล้วเระบือก Redo ข้อความเดิมก็จะกลับมา

6. ดูปฏิทินแบบลงรายละเอียดได้ด้วย

ข้อนี้หลายคนก็น่าจักรู้กันบ้างแล้ว เปิดปฏิทินขึ้นมาแล้วเอียงหน้าจอเป็นแนวขวาง ก็จะเห็นข้อมูลแบบละเอียดทั้งหมดที่เราได้บันทึกไว้

7. กด Double Click ที่ Shift เพื่อเปิด caps lock ได้

- จะพิมพ์ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ไม่จำเป็นต้องกด Shift ทีละครั้งอีกถัดไป เข้าไปที่ Settings>General>Keyboard> เปิด Enable Caps Lock ตอนใช้งานแค่กด Shif 2 ครั้งติดกัน ก็ศักยพิมพ์ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ทั้งหมดได้

8. แขวนภาพให้ตรงก็ใช้ไอโฟนวัดระดับ

- เปิดแอพฯ Compass ปาดหน้าจอไปทางซ้าย แค่นี้ก็วัดระดับแม่นๆ ได้โลด

9. ปิด in-app purchase หรือการซื้อของในแอพต่างๆ ทั้งหมดภายในปุ่มเดียว

- เรื่องนี้น่าจักมีประโยชน์เพราะด้วยคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกๆที่ได้ไป ติดเกมในโทรศัพท์มือถือ ควรต้องจัดการป้องกันการจ่ายเงินซื้อแอพฯ มากแยะมากมาย

โดยเข้าไปได้ที่ Setting > General > Restrictions, Enable Restrictions เลือเลื่องกไปที่ In-app purchases พร้อมด้วยกดปิดนั่นเอง

10. ถ่ายรูปช็อตรัวๆ ก็ทำได้
- กดปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้เก่งที่จักถ่ายรูปได้หลายๆ ช็อต เท่าที่ต้องการ

11. มีเครื่องหมาย - ให้เลือกระฉ่อนกหลายขนาดนะ

- กด - ค้างไว้ จักมี - ให้เเอิกเกริกกหลายขนาดตามต้องการ

12. ปุ่มปรับเสียงก็กดถ่ายภาพได้

- ข้อนี้ก็น่าจักมีหลายคนรู้แล้วเหมือนกัน คือกดปุ่มเพิ่ม-ลด เสียง แทนชัตเตอร์ ได้ ถูกใจคนชอบเซลฟี่เลยละสิ....

13. ปุ่มปรับเสียงที่หูฟังก็กดถ่ายภาพได้เช่นกันนะ

- เหมือนข้อ 12 เลย แต่ใช้กับหูฟัง

14. ปรับการเตือนแบบสั่น ได้ตามใจ

- ใน Contact คุณเก่งตั้งเตือนการสั่นแบบต่างๆ ได้ เป็นรายบุคคลเลย เช่น ขณะเวลาโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า คุณจะสมรรถรู้ได้ทันทีว่าสั่นกี่ครั้งใครเป็นคนส่งข้อความ เหรออีเมลมา

15. Airplane Mode ช่วยให้แบตเต็มเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า ว้าวววว

- เวลาแบตหมดลองเปิด Airplane Mode ก่อนชาร์ต ช่วยให้แบตเต็มเร็วขึ้นถึง 2 เท่าเลยนะ ไม่เชื่อต้องลอง

ที่มา:http://hitech.sanook.com/1392993/

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

25 อนุกรม Anti Virus ที่ดีงามที่สุดในโลก ประจำปี 2014-2015

คงเป็นคำถามคาใจใครหลายๆถึง Anti Virus ที่ดีที่สุด ว่าสรุปแล้วโปรแกรมแอนตี้ไวรัสควรที่จักใช้ตัวไหน ใช่ไหมว่าเราควรใช้อันไหนดีจะดีที่สุด
ซึ่งในวันนี้ทางเหล่างานก็ไปเจอการจัดอันดับมาจากเว็บไซด์ชื่อดังอย่าง Top Ten Reviews ที่ได้จัดอันดับ Anti Virus ยี่ห้อต่างๆ เอาไว้รวมกันมากถึง 25 อันดับ ด้วยกันครับ
เพราะการจัดอันดับนั้นก็ไม่ใช่วัดจากความชอบแต่อย่างใด แต่เค้าวัดด้วยคะแนนในด้านต่างๆ เช่นฟีเจอร์ที่ Anti Virus นั้นรองรับว่าครบถ้วนหรือไม่ไม่อย่างไร , วัดจากระดับการป้องกันว่าครอบคลุมมากแค่ไหน , วัดจากประสิทธิภาพของตัวโปรแกรมเองว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ก็ไม่พร้อมกับกินทรัพยากรของเครื่องไม่ใช่หรือเปล่า , วัดจากความสะดวกในการใช้งานเช่น ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายๆ เหรอเข้าใจใช่ไหมเปล่า
รวมไปถึงวัดจากบริการหลังการขายเช่นถ้าเกิดตัวซอฟแวร์มีปัญหาใช่ไหมเครื่องเรามีปัญหาจักมีใครคอยช่วย Support หรือไม่เป็นต้นครับ ซึ่งเหล่างานจะไม่พูดถึงรายละเอียดเรื่องนั้น
เหตุเพราะค่อนข้างยาวแต่ใครที่สนใจก็ทำได้ไปอ่านได้ที่ แต่ที่จักพูดถึงเลยก็คืออันดับที่ถูกจัดเอาไว้ครับ ซึ่ง Anti Virus ตัวไหนจะได้อันดับ 1-25 ไปดูกันเลย
25 อันดับ Anti Virus ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2014-2015
25. AVG Antivirus
24. ViRobot Desktop
23. CyberDefender Early Detection Center
22. ParetoLogic XoftSpy AntiVirus Pro
21. F-Prot Antivirus
20. Total Defense Anti-Virus
19. TrustPort Antivirus
18. Lavasoft Ad-Aware Pro
17. VIPRE Antivirus
16. Norman Antivirus
15. Webroot Secure Anywhere Antivirus
14. Avast! Pro Antiviru
13. F-Secure Anti-Virus
12. Panda Antivirus Pro
11. ESET NOD32 Antivirus
10. G Data AntiVirus
9. ZoneAlarm Antivirus + Firewall
8. eScan Anti-Virus
7. BullGuard Antivirus
6. Avira Antivirus Premium
5. Trend Micro Titanium Antivirus
4. Norton AntiVirus
3.McAfee AntiVirus Plus
2. Kaspersky Anti-Virus
1. Bitdefender Antivirus Plus
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับทั้ง 25 อันดับข้างต้น คุ้นหูกันมากๆเลยใช่ไหมละครับ ซึ่งผมเองก็จอเสริมอีกซักเล็กน้อยเกี่ยวกับคนที่ทะเยอทะยานได้หมาย Anti Virus ดีๆ ขอให้ซื้อของแท้นะครับ ก็เพราะว่า Anti Virus ของแท้จะมีการอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสอยู่เสมอทำให้สารถจัดการได้อย่างทันท่วงทีครับ
ไม่ใช่หรือถ้าใครใช้ Windows 8.1 แท้อยู่ ตัว Windows Defender ก็นับว่าเก่งช่วยป้องกันไวรัสได้ระดับนึงเลยนะครับ(ถ้าไม่เข้าเว็บมั่วๆ ดาวน์โหลกไฟล์มั่วๆ) แต่เอาเป็นว่าถ้าใครไม่มีเงินลองหา Anti Virus ฟรีๆอย่าง Avira ร่มแดงมาใช้ชั่วคราวไปก่อนก็ได้นะครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชั่วโมงบินสัปดาห์แรกของผมกับ “iPhone 6”

หลังจากวางขายในไทยเป็นวันแรก ปางวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เชื่อว่าเหล่าสาวก  คงไม่พลาด ไปเข้าแถวรอถอยเจ้า iPhone 6 ไม่ก็ iPhone 6 plus มาครอบครองในมือกันเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ?
เรื่องรีวิวรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ หลายท่านอาจจักได้อ่าน หรือเสพสร้างผ่านตาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลมาแล้วไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าคราวนี้ น่าจักยังมีเหล่า แอปเปิ้ลนิยม อีก หลายท่าน ที่กำลังคิดอยู่ว่า
เอ๊ะ! ฉันจักซื้อดีมั้ยหนอ? พร้อมๆกับมองไปยังไอโฟน 4, 4s, 5 หรือไม่ก็ 5s ที่อยู่ในมือในเวลานี้

ส่วนของดีไซน์ด้านหน้าตัวเครื่อง 
ในฐานะที่ผมก็เป็นหนึ่งใน ผู้จงรักภักดี กับแบรนด์นี้มาพอสมควร ล่าสุดก็เพิ่ง ให้เป็นอิสระเจ้า 5s ไปจากอ้อมอก เพื่อฉกเจ้า 6 มาแทนที่
ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ เจรจาเล่าเก้าสิบประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ เจ้า iPhone 6 สีทอง 64 GB มาเป็นระยะเวลานานเกือบอาทิตย์เต็มๆ (เหมือนนานมากเนอะ ฮ่าๆ) เพราะจะขอใช้ iPhone 5s คนรักเก่าของผม เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เผื่อจะช่วยใครที่ยังลังเลอยู่ ตกลงใจได้ว่าสรุปแล้ว ซื้อดีมั้ยว้า?!
- น้ำหนักมากไปป่ะ?
ตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลระบุมาว่า 6 จะ หนักกว่า 5s อยู่ 17 กรัม (129 กับ 112 ตามลำดับ) สร้างความคลางแคลงใจแก่สาวกอยู่ไม่น้อย จนหลายๆคน รวมถึงผมเองก็กังวลว่า เห้ย! แบบใหม่กว่า ทำไมไม่พัฒนาให้เบาลง น้ำหนักมากกว่าเดิมได้ไงฟระ?
ตัวเครื่องด้านขวา
ตัวเครื่องด้านซ้าย
พอได้ลองถือดูแล้วมัน ไม่ต่าง คือต้องบอกเล่าว่าเจ้า 6 นี่มันไม่ได้หนักอะไรเลย ครั้นลองเทียบกับ 5s แล้ว คนทั่วไปนี่แยกไม่ออกแน่ๆว่า 17 กรัมที่ว่า มันแตกต่างกันยังไง?
สรุปง่ายๆตามความเข้าใจของผมเองนะครับ คือเจ้า 6 เนี่ยมันไม่หนักหรอก เจ้า 5s ต่างถ้าหากที่ออกมาครองโลกก่อน แต่ดันเบาเกิ๊น!
- ดีไซน์ตัวเครื่องใหญ่ไปมั้ย?
ข้อนี้ต้องเรียนตามตรงว่า สัมผัสแรก ณ ที่ร้าน ตอนหยิบขึ้นมานี่รู้สึกเลยว่า ใหญ่จังฟระ! แต่พอได้จับๆ ลูบๆคลำๆ จนเริ่มต้นชิน กลับรู้สึกว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่มือตัวเองรับไหว(ผมสูง 180 ซม. แต่ขนาดมือ ไม่ถือว่าใหญ่มาก ถ้าเทียบกับผู้ชายที่รูปร่างใกล้เคียงกัน)
ส่วน 6plus ที่วางอยู่ใกล้ๆกัน สัมผัสแรกที่หยิบขึ้นมา ผมนี่.. ถึงกับวางคืนที่เดิมเลยครับ!! ไอ้นี่แหละใหญ่เกินไปของแท้!
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s พร้อมกับ iPhone6 มาเปรียบเทียบหน้า
นำเครื่อง iPhone 4s iPhone 5s และ iPhone 6 มาเปรียบเทียบด้านข้าง
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s พร้อมด้วย iPhone6 มาเปรียบเทียบด้านบน
ปุ่ม Home ที่เคยอยู่มุมขวาบน ถูกเปลี่ยนมาอยู่ด้านข้างขวาแทน ซึ่งตรงจุดนี้ผมมองว่าเจ๋งมาก เพราะถ้าผมใช้มือซ้ายจับเครื่อง ตำแหน่งมันจักอยู่ตรงนิ้วชี้(เหรอนิ้วกลางก็ได้)พอดิบพอดี
แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้มือขวา นิ้วโป้งก็พร้อมจะกดได้พอดีเป๊ะเช่นกัน พร้อมด้วยอีกเหตุผลที่เสนอว่า ใหญ่ในระดับพอรับได้ก็คือ มันยังยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหน้าได้ ชนิดที่ไม่โผล่หัวแหลมเกินออกมา ให้เสี่ยงหล่นหรือว่าหายนั่นเองครับ
- หน้าจอเป็นไง?
ดีทีเดียวครับ! ขนาด 4.7 นิ้ว ของ 6 ให้ความรู้สึกการมองที่แตกต่างมากๆจากหน้าจอ 4 นิ้วของ 5s ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาที่เราดูไฟล์วิดีโอหรือไม่ก็เล่นเกมต่างๆ มันเก็บภาพได้มากขึ้น
ทำให้เราไม่ต้องเพ่งก่ายกอง จักสร้างแลนด์มาร์ค หรือจะแชทไลน์ รู้สึกได้เลยว่า ฟิน มากขึ้นแท้ๆครับ คอนเฟิร์ม!
ด้านหน้าตัวเครื่อง
ด้านความละเอียดหน้าจอที่มากขึ้นจาก 1136x640 พิกเซล เป็น 1334x750 พิกเซล ด้วยกันจอรุ่นเก่าจาก Retina display เป็น Retina HD display ประสิทธิภาพดีขึ้นชัดเจนครับ
ส่วนฟังก์ชั่น Reachability ที่เพิ่มเข้ามา ด้วยการแตะที่ปุ่มสแกนนิ้วสองครั้ง เพื่อเลื่อนหน้าจอลงมาให้กดง่ายขึ้น กรณีที่นิ้วแตะไม่ถึงไอคอนแถวบน ก็ช่วยได้อื้อซ่า ใช้งานได้มีประสิทธิภาพดีเลยทีเดียว
- กล้องชัดมั้ย?
แม้ว่าจำนวนพิกเซลจะยังคงยืนหยัดอยู่ที่กล้องหลัง 8MP กับกล้องหน้า 1.2 MP เท่ากัน แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือ New Sensor ระบบ Autofocus แบบ Focus Pixel ซึ่งช่วยในการเกลี่ยแสงของภาพให้ดีขึ้น แถมยังเพิ่มขนาดของรูรับแสง
ทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น กับมี Noise น้อยลงในกล้องหน้าครับ เซลฟี่กันสนุกกว่าเดิมล่ะงานนี้!
ด้านหลังตัวเครื่อง
ส่วนวิดีโอ ก็มีโหมด Slo-mo แบบ 240 fps เพิ่มขึ้นมา เรียกบ้านๆก็คือ มันถ่ายสโลว์ได้ช้ากว่าเดิมอีก ส่วนโหมด Time-lapse ที่เหมาะเพราะว่าถ่ายวิดีโอในเวลานานๆ ก็น่าสนใจครับ ถือเป็นลูกเล่นใหม่ของ iOS8 ได้เลย
ลองมาดูตัวอย่างภาพถ่ายกันครับ
- การทำงานของเครื่องเป็นไง?
ด้วยชิป A8 ที่พัฒนาขึ้น ตรงจุดนี้ก็มีข้อแตกต่างที่ดีกว่า A7 อยู่ไม่น้อยครับ จากการทดลองเปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ แม้เครื่องจักทำงานหนัก แต่ก็ดูไหลลื่น ไม่กระตุกติดขัด พร้อมทั้งภาวะ แอพเด้ง ก็ไม่มีให้เห็นเลย
ยังรวมไปถึงการเรียกข้อมูลในเครื่อง, การประมวลผลรูปภาพในบราวเซอร์ขณะท่องเว็บไซต์ก็ให้ความรู้สึกลื่นไหล เรียกง่ายๆแบบบ้านๆก็คือ ดูมัน ฉลาดขึ้นกว่าเดิม นั่นเองครับ เป็นระดับถามปุ๊บตอบปั๊บ ตอบสนองได้ทันที ไม่มีอิดออด แต่ถ้ากรณีข้อตกลงณอินเตอร์เน็ทเหรอไวไฟช้าเอง นั่นก็อีกเรื่องนึงนะจ๊ะ!
- แบตเตอรี่อึดขึ้นป่าว?
ถ้าตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลแจ้งมา เขาบอกกล่าวว่าจักอยู่ได้นานขึ้นกว่า 5s ราว 20% ซึ่งว่าตามตรงก็ถือว่าไม่มากนัก แต่ถ้าเทียบกับไลฟ์สไตล์ของผมกับเจ้ารุ่นเดิม ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า แบตเตอรี่เต็ม 100% เล่นแอพเหรอโทรเข้าออกตามปกติ ก็อยู่ได้ยันเลิกงาน 5 โมงเย็นครับ เหเลื่องลือ 20-30%
แต่เพราะเจ้า 6 นี่ จากการทดลอง ด้วยลักษณะการใช้งานระยะเวลาพอๆกัน ตั้งแต่เช้าอยู่ได้จนถึงก่อนนอน 4-5 ทุ่มก็ยังไหวครับ 20-30% มีเหลือเลื่องแน่ๆ พร้อมทั้งถ้าไม่แตะเลย ให้เป็นอิสระทิ้งไว้ทั้งคืน ยันเช้าของวันรุ่งขึ้น แบตก็แทบไม่ลดเลย มากสุดก็แค่ 2-3% เท่านั้นที่หายไป
อย่างไรก็ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วยนะครับ ถ้าเล่นเกมที่ความละเอียดสูงมากๆ หรือไม่ใช้งานติดต่อกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่ทันถึงเลิกงาน แบตคุณก็หมดอยู่ดีแหละ!
สรุปว่าประสบการณ์ใหม่ของผมกับเจ้า iPhone6 ในระยะเวลาสัปดาห์แรก ถ้าจักถามว่า ใช้ 5s อยู่ สมควรเปลี่ยนใหม่มั้ย?
ในฐานะคนที่เคยใช้ 5s มาก่อนเหมือนกัน ผมย้ำได้เลยครับว่า..
ไม่ว่าจักใช้ 5s หรือไม่ก็รุ่นไหนก็ตาม ถ้าจักซื้อ 6 มาใช้ รับรองไม่ผิดหวัง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ดีกว่าเดิมทุกอย่าง ถ้าจะมีจุดด้อยกว่าก็คงเป็นเรื่องเดียวคือ ความถนัดในการจับถือ นอกนั้นจุดเด่นของ 6 กลบ 5s มิดเลยครับ
ส่วน 6plus ขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับ เพราะยังไม่มีประสบการณ์กินนอนอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าจะจำกัดความสั้นๆก็น่าจักได้ว่าiPhone6plus ไม่น่าจักใช่ไอโฟนที่เหมาะด้วยทุกคน
ก็อย่างที่สั่งตอนต้นล่ะครับ มันใหญ่เกินไปยิ่งๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ลมหายใจแผ่วๆที่เริ่มหายสูญไป ของ iPhone 4 ในสมัย iPhone 6

ลมหายใจแผ่วๆที่เกริ่นหายไป ของ iPhone 4 ในยุค iPhone 6



เข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงไปของ เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นไปสู่อีกระดับ การมาของ iPhone 6 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังอย่าง Apple เป็นอย่างมาก ทั้งลูกเล่น ระบบการทำงาน ใช่ไหมฟีเจอร์ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย



แต่ท่ามกลางความตื่นเต้นครั้งนี้นั้น ยังคงจะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วม iPhone รุ่นก่อนๆ จัดอยู่ในพวก สมาร์ทโฟนตกรุ่น พวกเขาเโจษจันกไม่ทำตามกระแส บางคนก็ยังใช้ iPhone 5 ก็เพราะว่ายังทำหน้าที่ได้ดีพร้อมทั้งไม่ค่อยมีปัญหาให้กลุ้มใจเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการแบบใหม่ๆ

พร้อมด้วยบางคนก็ยังใช้คง iPhone 4 แม้ว่าชีวิตจักต้องช้าลงไปตามกาลเวลาที่ใช้งาน สวนทางกับแนวการพัฒนาที่ยิ่งขึ้นของระบบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ นี่คือชีวิตปัจจุบันของคนที่ยังคงครอบครองมือถือสมาร์ทโฟน iPhone 4 ออริจินัล (ไม่ใช่รุ่น S) ซึ่งย้อนกลับไปครั้งปี 2010 เคยเป็นปรากฏการณ์ กลายเป็นจุดขึ้นต้นต้นของโซเชียลมีเดียชื่อดังต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

เกี่ยวกับคนที่ใช้ iPhone 4 อยู่ในวันนี้ แม้ว่าเรื่องรูปร่างลักษณะจักสั้นกว่า iPhone 5 หรือไม่ไม่ผอมเพรียวเหมือน iPhone 6 แต่ iPhone 4 ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นมือถือสมาร์ทโฟนได้คงทน ภายหลัง 4 ปีของการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

ณ ขณะนี้ผู้ใช้ iPhone 4 เเอิกเกริกกที่จะหยุดการอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS แบบใหม่ ก็เพราะว่าด้วยสัญชาตญาณที่รู้ถึงขีดจำกัดพร้อมด้วยอายุการใช้งานของโทรศัพท์ตัวเอง ทำให้ iOS 6 คือระบบปฏิบัติการหลักที่คนยังใช้ iPhone 4 ยังเโจษกใช้อยู่ สมมติใครพลาดอัพเดทใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 7 ไปแล้ว คงทำได้แค่ต้อง...ทำใจ

หนึ่งในปัญหาหลักของ iPhone 4 ในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นเรื่องระบบการทำงานที่ช้าลง เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะการใช้งาน และขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา จนถึงฟีเจอร์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ในยุคที่เโจษกจะรองรับสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันมากกว่า ทำให้ต้องใช้ระบบความจำที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อระบบการทำงานของเครื่อง iPhone 4

หลายคนก็เคยเกิดปัญหานี้ เปิดระบบกล้องกล้องถ่ายรูปได้เชื่องช้า ไม่ทันสถานการณ์ กดดูภาพจากแกลอรี่ต้องรอนานเกินไป หน้าจอค้างตอนจะถ่ายภาพ ใช่ไหม กดชัตเตอร์ถ่ายภาพแล้วเด้งหลุด นี่เป็นปัญหายิบย่อยที่อยู่คู่กับคนใช้ iPhone 4

บางครั้งเครื่องโทรศัพท์ก็เริ่มทำแสดงอาการเบลอๆ กดรับสายโทรเข้าอย่างไม่ลื่นไหล มีปัญหาหน้าจอค้างบ่อยๆ ซึ่งที่แท้ก็เพราะความช้าของเครื่องเท่านั้น (จากกรณีตัวอย่างดังกล่าวนี้หมายถึง iPhone 4 ที่เปลี่ยนการใช้งานมาแล้วสัก 2-3 ปี)



ถึงตอนนี้จักพบข้อเสียเป็นกองแยะ แต่เจ้า iPhone 4 ก็ยังทำหน้าที่เป็นสมาร์ทโฟนได้ดีอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าคุณค่าพร้อมด้วยค่าจะลดลงอื้อซ่าไปตามกาลเวลา จากในอดีตเคยโหมโรงด้วยมูลค่ามือถือที่หวือหวาราวๆ 24,xxx บาท แต่ปัจจุบัน iPhone 4 อาจจักมีค่ารับซื้อแค่ไม่ถึง 4,xxx บาท ด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตผู้ใช้ที่ยังใช้สมาร์ทโฟนรุ่นก่อน อาจจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันพร้อมด้วยเข้ากับยุคกาลสมัย เพราะสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถูกพัฒนาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นเหมือนวัตถุ มีจุดบุกเบิกต้นพร้อมด้วยจุดสิ้นสุด ครั้นเมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีการพัฒนาต่อ ก็ถึงเวลาที่ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าว่าเทคโนโลยีกำลังนำหน้าเราอยู่ ทั้งที่เราควรจะนำทางให้เทคโนโลยีมากกว่า...?

ที่มา:http://hitech.sanook.com/1392655

ติดตามข่าวไอโฟน ไอโฟน 6 ไม่ใช่หรือข่าวไอทีอื่นๆ ได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Apple ข้อมูลในปี 2015 นักพัฒนาจงทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตเท่านั้น

border=0

อีกไม่นานจากนั้นนี้ แอพทุกแอพจะต้องเป็นได้รองรับการแสดงผล 64 บิตได้ทั้งหมด ทาง Apple ประกาศให้ริเริ่มขึ้นภายในปีหน้า เพื่อให้เทคโนโลยี 64 บิทเข้าสู่รูปแบบการตลาดอย่างเต็มตัว
กระแส 64 บิต กำลังร้อนระอุขึ้น หลังจากทางฝั่ง Android ได้มีการตั้งต้นเริ่มมือถือที่รองรับการแสดงผล 64 บิตบ้าง ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการมาของ lollipop อีก และแน่นอนว่าทางฝั่ง Apple ที่เป็นเจ้าแรกที่ริบุกเบิกเทคโนโลยี้นี้จึงไม่นิ่งเฉย ออกมาประกาศให้นักพัฒนาแอพฯใน iOS จักต้องทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตต้องได้ทุกตัว พร้อมกับจักต้องใช้ iOS 8 SDK ที่ใช้โปรแกรม Xcode 6 ขึ้นไป ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดเป็นประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยี 64 บิต ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนคำสั่งดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อบรรดาพวกแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บน App Store เดิม เพราะว่า Apple ไม่มีแผนถอดแอพที่เป็น 32 บิทเดิมออกไป แต่จากนั้นนักพัฒนาต้องทำตามกฏที่ว่า พร้อมด้วย ถ้าแอพฯใดไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็จักถูก Remove ออกทันที

ด้วยใครที่ยังใช้ iPhone 5s ลงไปที่ไม่รองรับ การแสดงผล 64 บิต อาจได้รับผลกระทบแน่นอน แต่กว่าจะเป็น 64 บิตทุกแอพฯ นั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนาน


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>  http://thaizones-hitech.blogspot.com/ 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำความรู้จัก System Restore การแก้ปัญหาคอมฯกล้วยๆๆ เมื่อมีปัญหา

   ตราบใดอาทิตย์ก่อนเรามีข่าวแจ้งเตือน 6 โปรแกรมอันตราย ที่ทางญี่ปุ่นออกเตือนประชาชนไม่ใช่ติดตั้งกันไปแล้ว วันนี้เรามีวิธีง่ายๆที่จักแก้ไขปัญหา เท่าที่โดนโปรแกรมอันตรายเหล่านั้นเล่นงาน หรือจะใช้จนถึงมีปัญหา จากไวรัสพร้อมทั้งมัลแวร์อื่นๆ ก็ได้เช่นกัน
   อันตรายจากโปรแกรมพรรณยัดเยียดทั้งหลายนั้น นอกจากจะทำตัวเป็นมัลแวร์ เกาะติดหนึบในเครื่องคอมพิวเตอร์ ลบออกยากไม่ยอมตายแล้ว บางชนิดยังมีอันตรายต่อความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัวของเราอีกด้วย
   ก็เพราะว่าโปรแกรมบางตัวจักเป็นสปายแวร์ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ และขโมยข้อมูลการใช้งานของคอมพิวเตอร์เรา ไม่ว่าจักเป็นการพิมพ์ข้อความ ไอดี พาสเวิร์ด สำคัญต่างๆ ด้วยกันโปรแกรมบางตัวก็ยังทำการแก้ไข ดัดแปลงรีจิสเตอร์ของวินโดวส์เรา จนทำให้เครื่องพังได้อีกด้วย สุดท้ายก็ต้องลบด้วยกันลงวินโดวส์ใหม่
   การลงวินโดวส์ใหม่แต่ละทีก็ไม่ใช่งานง่ายๆ เพราะแค่ติดตั้งวินโดวส์ใหม่ก็เสียเวลาแล้ว แต่ที่เสียเวลามากกว่าก็คือการแบ็คอัพข้อใลกับโปรแกรมที่เราใช้งานเก่าๆ เอาไว้ก่อน
   ด้วยเหตุว่าลงวินโดวส์ใหม่ ไฟล์ต่างๆด้วยกันโปรแกรมที่ลงไว้ก็จักหายหมด จึงต้องทำการแบคอัพไว้ที่ไดร์ฟเก็บข้อมูลสำรองก่อนที่จะฟอร์แมทวินโดวส์ทิ้ง ทำให้เสียเวลามาก System Restore จึงเป็นอีกทางเเอิกเกริกกในการแก้ปัญหาเพราะที่ไม่ต้องลงวินโดวส์ใหม่
การใช้งาน System Restore (ทั้ง Windows 7 พร้อมด้วย 8)
   1 ไปที่เมนู Control Panel แล้วดับเบิ้ลคลิก System ตามด้วย System Protection
   2 จะมีป็อปอัพหน้าต่าง System properties ขึ้นมา ให้ไปที่ tab ชื่อ system protection แล้วคลิกที่ system restore
   3 กด Next แล้วจะมี Restore Point ขึ้นมาให้เราเเลื่องลือกว่า เราจะทำการย้อนเวลาระบบวินโดวส์ไปยัง Restore Point ของวันที่เท่าไหร่
ซึ่งวินโดวส์จะมีการทำ Auto Restore Point ไว้บางส่วนแล้ว เท่าที่ตอนที่วินโดวส์มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นวินโดวส์อัพเดต หรือไม่ตอนที่เราติดตั้งโปรแกรมอะไรใหม่ๆในเครื่อง
   4 ครั้นเราเเอิกเกริกกวันที่จักย้อนเวลา Restore ระบบได้แล้วก็กด Next กับ Finish เพื่อยืนยันการฟื้นคืนระบบ (แนะนำว่าก่อน Restore ให้รีเซตพาสเวิร์ดเครื่องก่อน ต่างว่าคุณเพิ่งเปลี่ยนพาสเวิร์ดไป)
   เท่านี้เราก็ศักยย้อนเวลาระบบไปยังวันก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีปัญหาได้แล้ว แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียตรงที่ มันไม่อาจเเล่าลือกย้อนไปวันพร้อมกับเวลาที่ต้องการได้ เพราะว่าระบบอัตโนมัติของวินโดวส์ จะบันทึก Restore Point ไว้บางส่วนเท่านั้น
   พร้อมด้วยที่สำคัญคือคุณจักต้องรู้ตัวเพราะว่าเร็วว่าเครื่องคอมพิวเตอร์คุณโดนโจมตีแล้ว จะได้ Restore ไปได้ทัน เพราะสมมติว่ารู้ตัวช้า อาจจักไม่ทันการแล้ว เพราะไม่มี Restore Point ช่วงเวลาก่อนหน้าที่โดนโจมตีแล้ว
   เพราะด้วยคนที่คอมพิวเตอร์ยังไม่โดนโจมตี เราเป็นได้เลือกสร้าง Restore Point ได้เอง โดยคำสั่ง Create มันจะสร้าง Restore Point ในวันนั้นให้ (ใส่ชื่อของ Restore Point ได้เองตามชอบ)
   หรือไม่ถ้าต้องการให้วินโดวส์เก่งบันทึก Restore Point ได้มากขึ้น ก็ไปปรับใน Configure เพื่อเพิ่ม Disk Space Usage เกี่ยวกับสร้าง Restore Point เพิ่มขึ้นจาก จากปกติวินโดวส์จะใช้พื้น 10% ของฮาร์ดดิสค์ในการแบคอัพ Restore Point ถ้าเราเพิ่มขนาดพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ มันก็จักสร้าง Restore Point ได้มากขึ้น
    เตรียมการป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ ดีกว่ามาเสียใจจนกระทั่งตอนสายนะครับ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการลงวินโดวส์ใหม่
ที่มา: http://thaizones-hitech.blogspot.com/
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระแวดระวัง!! สีกางเกงยีนส์ตกใส่ iPhone 6 (ขัดไม่ออก)

เจออีกหนึ่งปัญหาเท่าที่สีกางเกงยีนส์ตกใส่ iPhone 6 จนเอาไม่ออก ดูเหมือนว่า Apple ยังเจอข่าวฉาวไม่หยุดเกี่ยวกับเครื่อง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ก็เพราะว่าล่าสุดนั้นงานเข้าอีกแล้ว!!
เพราะเว็บไซต์ BGR ได้รายงานว่ามีผู้ใช้งาน iPhone 6 สีทอง รายหนึ่งเกิดประสบปัญหาเกี่ยวกับสีของกางเกงยีนส์ที่ตกใส่เครื่อง iPhone บริเวณแถบสีขาวด้านหลังพร้อมกับที่ร้ายกว่านั้นคือมันเช็ดไม่ออกนั้นเอง
งานนี้ทำเอาแฟนแอปเปิ้ลถึงกับคิดมากเลยทีเดียว แม้เรื่องปัญหาของสีตกใส่นั้นจักไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะว่าสมาร์ทโฟนสีขาวของยี่ห้ออื่นๆ ก็สามรถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่บังเอิญข่าวนี้เกิดจากกรณีของ Apple เลยทำให้กลายเป็นข่าวใหญ่ได้เสมอ
และระยะนี้นั้นทาง Apple เองก็ยังไม่มีการออกยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ยังไง ถ้าหากมาการอัพเดทอะไรเพิ่มเติมทางฝ่ายงาน Sanook! Hitech จักรีบนำมาอัพเดทนะครับ ไม่รู้เหมือนกันกรณีแบบนี้จะอาจจะนำเครื่องไปเคลมได้เหรอไม่

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หวังทราบกันบ้างมั้ย? ในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์มือถือกันกี่ครั้ง?

ช่วงนี้สมิตเพิ่งได้โทรศัพท์เครื่องใหม่มาค่ะ  แน่นอนว่าเป็นปกติธรรมดาที่เวลาได้ของใหม่เราก็มักจะเห่อ  ดังนั้นช่วงนี้เลยเล่นมือถือบ่อยเป็นพิเศษจนเกิดนึกสงสัยเหมือนกันว่าวันๆ นึงเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้งกันน้อ? ..หากใครสงสัยแบบสมิต  วันนี้เรามีแอพ ง่ายๆที่ช่วยนับว่าในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้งมาแนะนำกันค่ะ  เผื่อจะได้รู้ตัวว่าเราติดมือถือขนาดไหน!
แอพดังกล่าวมีชื่อว่า “Checky” คุณสมบัติของแอพก็ไม่มีอะไรมาก  นอกจากสมรรถเช็คได้ว่าในแต่ละวันเราเช็คโทรศัพท์กี่ครั้ง  ซึ่งเราเชี่ยวชาญตั้งให้แจ้งเตือนอัตโนมัติหลังเที่ยงคืนได้ว่าวันนี้เช็ค โทรศัพท์ไปกี่ครั้ง  สมรรถแชร์สถิติในแต่ละวันทะลุทะลวงโซเชียลเน็ทเวิร์คต่างๆได้  พร้อมกับตัวยังแสดงสถิติการเช็คโทรศัพท์ของเราย้อนหลังไป 7 วัน  (กดตรงแท่งกราฟของวันก่อนๆจะแสดงตัวเลขจำนวนครั้งขึ้นมา)
บางคนอาจจะคิดว่ารู้ไปแล้วจักมีประโยชน์อะไร  แต่พอได้รู้แล้วมันก็ส่งผลให้เราใคร่ได้จะลดการใช้งานโทรศัพท์ลงได้เหมือนกันนะ คะ เพื่อใครที่ติดโทรศัพท์มากๆ  รับรองได้ว่าตัวเลขจะออกมาน่าตกใจไม่น้อยเลย  บางคนที่ติดมากๆๆๆอาจจักเกินร้อยครั้งด้วยซ้ำไป  …ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูกันได้ค่ะ  แอพนี้มีทั้งบน iPhone และ Android จ้า

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 พร้อมทั้ง iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร? ไปดูกัน

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร? ไปดูกัน
ถึงแม้ iPhone 6 พร้อมทั้ง iPhone 6 Plus จักมีค่าตัวที่แพงระยับ แต่ชี้แจงได้เลยว่าค่าไฟที่มันกินต่อปีนั้นน้อยมากๆเลยครับ ซึ่งได้มีการเปิดเล่าจาก Opower ที่เค้าได้ลองทดสอบพร้อมทั้งสรุปผลค่าเฉลี่ยออกมาว่า iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus ถ้าใช้งานด้วยกันเสียบชาร์จตามปกติแล้วนั้นต่อปี iPhone 6 จะกินไฟอยู่ที่ 3.8 kWh กับ iPhone 6 Plus จักกินไฟอยู่ที่ 4.2 kWh

ถ้าชาร์จไฟบ้าน iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus จักมีค่าไฟต่อปีเท่าไร

ซึ่งจากเรทดังกล่าวจากคำนวนลอดราคาค่าไฟในประเทศไทยที่ kWh หรือไม่หน่วยละ 1.8 บาท iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus จะมีค่าค่าไฟตกปีละ 6.84 บาท พร้อมด้วย 7.56 บาทเท่านั้นเอง นับว่าถูกมากๆเลยละ ซึ่งครั้งเปรียบเทียบกับโน้ตบุ๊คเท่ากับว่า iPhone 6 ประหยัดไฟกว่าถึง 14 เท่า กับประหยัดกว่า 49 เท่าครับผม ที่บ่งได้เลยว่า iPhone 6 ถึงแม้จักแพงแต่ค่าไฟถูกมากๆเลยละ ซึ่งก็น่าจักคล้ายๆกับสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นๆที่น่าจะประหยัดเหมือนๆกันครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

Wiko สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่เอี่ยม ยอดการกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวียงไทย

Wiko เริ่มอย่างเป็นทางการในเมืองไทย
วีโก โมบาย ฝรั่งเศส จับมือ บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) ส่ง Wiko สมาร์ทโฟนยอดชอบจากฝรั่งเศสสู้ศึกตลาดประเทศไทย 7 รุ่นรวด ชูมาตรฐานฝรั่งเศส ประสิทธิภาพครบเจาะคนรุ่น
มร.เดวิด กราเซีย ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ วีโก โมบาย ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า สมาร์ทโฟน Wiko (วีโก) ในประเทศฝรั่งเศส ใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ยอดฮิตอันดับ 2 ของประเทศ พร้อมกับกลายเป็นโกลบอลแบรนด์ (Global Brand) ที่สมรรถขยายตลาดครอบคลุมกว่า 10 ประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป ด้วยนวัตกรรมพร้อมทั้งฟังก์ชั่นที่เหมาะกับการใช้งานนัก พร้อมทั้งดีไซน์แฟชั่นทันยุค จึงตั้งเป้าขยายตลาดในอีกหลายประเทสทั่วโลก เพราะว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้โหมโรงในเวียดนามแล้ว

ขณะที่ในประเทศไทยได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีพร้อมด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งยังมีบริษัทจัดจำหน่ายในเครือที่ทำเป็นกระจายสินค้าได้ทั่วประเทศ

นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลสำรวจของบริษัทวิจัยตลาด จีเอฟเค คาดว่าปีนี้ ตลาดรวมสมาร์ทโฟนจักอยู่ที่ราว 12 ล้านเครื่อง โตขึ้น 20% จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะนำ วีโก มาทำตลาด

นายจิรวัฒน์ ศรีธระชิยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีโก โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเล่าว่า ลูกค้าเป้าหมายของสมาร์ทโฟนวีโก คือ กลุ่มคนแบบใหม่ที่มีสไตล์เป็นของตัวเองไม่ใช่หรือกลุ่มที่เระบือกจะใช้ชีวิตโดยไม่ตามแบบใคร และต้องการสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพครบครัน ใช้งานได้แน่ๆในทุกด้าน ในราคาที่สมเหตุสมผล  เพราะว่าในประเทศไทยได้เปิดตัวครั้งแรก 7 รุ่น มูลค่าตั้งแต่ 2,490-7,990 บาท

เพราะมี 2 รุ่นเด่น ได้แก่ รุ่น HIGNWAY SIGNS หน่วยประมวลผล 1.4GHz OCTA Core ที่ทำงานพร้อมกันถึง 8 Core พร้อมทั้งรุ่น WAX4G ซึ่งถือเป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลกที่ใช้หน่วยประมวลผล NVIDIA Tegra 4i ที่โดดเด่นในการแสดงผลด้านกราฟฟิก ทั้งยังรองรับเทคโนโลยี 4G LTE
เดี๋ยวมาลองจับตาดูกันดีกว่าว่าเจ้ากระบะสายพันธุ์แกร่งอย่างวีโก้ (มันเป็นมุขนะจ๊ะ!!) จะกลายมาเป็นคู่แข่งที่แสนน่ากลัวกับ iPhone ได้รึเปล่า..?
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลคราวนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้ก็เพราะว่าว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตแบบใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จักส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จะช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเเลื่องลือเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติเหรอไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปลือเลื่องกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ไม่ใช่หรือว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะว่าเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจักปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าการดูหนังฟังเพลงเปลี่ยนแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com